Rick Warren นักเขียนหนังสือชื่อดังและเป็นศาสนาจารย์อาวุโสทางคริสต์ศาสนาได้พยายามนำหลักการของทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับหลักการ 7 ประการที่ได้มาจากที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ มาสร้างต้นแบบของผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สามารถก่อให้เกิด “พลังการทำงานเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หรือ Synergy of energy”
หลักการ 7 ประการของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดพลังการทำงานเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ (Seven Principles of Transformational Leadership…Creating A Synergy of Energy) มีแนวคิดดังนี้
หลักการที่ 1 : หลักการ “ทำให้เป็นเรื่องง่าย” (Principle of Simplification)
ต้องมีความสามารถทำวิสัยทัศน์ให้เกิดความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้
หลักการที่ 2 : หลักการ “การจูงใจ”(Principle of Motivation)
ต้องมีประสิทธิผลสูงในการทำให้ผู้อื่นเห็นด้วยยอมรับ และเกิดความยึดมั่น ผูกพันขึ้น
หลักการที่ 3 :หลักการ “การเอื้ออำนวยความสะดวก” (Principle of Facilitation)
ต้องมีความสามารถในการเอื้ออำนวยการ เรียนรู้ ของบุคลากรเป็นรายบุคคล เป็นทีม และผู้ที่เป็น ทรัพยากรอื่นๆขององค์กรได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ
หลักการที่ 4 : หลักการแห่ง “การริเริ่มสิ่งใหม่” (Principle of Innovation)
ความสามารถของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเรื่อง ยาก ๆ ได้สำเร็จและมีประสิทธิผล
หลักการที่ 5 : หลักการ “ด้านการขับเคลื่อน” (Principle of Mobilization)
ความสามารถของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการระบุ ปัญหา การจัดปัจจัย และการมอบอำนาจการ ตัดสินใจแก่ผู้ปฏิบัติ
ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์
หลักการที่ 6 : หลักการเตรียมความพร้อม (Principle of Preparation)
ความสามารถของผู้นำที่จะไม่หยุดการเรียนรู้ไม่ว่ามีหรือไม่มีใครช่วยเหลือก็ตาม
หลักการที่ 7 : หลักการแห่ง “การสิ้นสุด” (Principle of Determination)
ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงต้องรู้จักพอและ รู้ว่าเมื่อไรควรหยุด
ด้วยเหตุนี้ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสภาพจิตใจ อารมณ์และสุขภาพกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีพลังใจที่แน่วแน่และยึดมั่นต่อภารกิจที่เป็นพันธะผูกพันอันยากลำบากนั้นให้สำเร็จจงได้ต่อไป
ท่าน พร้อม ที่จะเรียนรู้......และพร้อมที่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?
เรามาเริ่มต้น....ที่จะพัฒนาองค์กรของเราด้วยการ....ยอมรับ และเรียนรู้ด้วยกัน....
" ผู้นำไม่ใช่ผู้ที่จะนำคนอื่น แต่คือผู้ที่สามารถทำให้คนอื่นคล้อยตามด้วยศรัทธา ให้เขาฟังเรา ฟังความคิดอ่านของเรา ให้เขาอยากเดินตามเรา"
ผู้นำยุคใหม่ (เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งดำเนินชีวิต)
- learn to think เก่งคิด
- learn to learn (long life Education) เก่งดำเนินชีวิต
- learn democracy way เก่งงาน
- learn to know participation เก่งคน
- learn to manage the emotion เก่งต่อการอดกลั้น ควบคุมอารมณ์ตนเอง
บทความที่ได้รับความนิยม
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ผู้นำชั้นยอด: นำผู้อื่นเพื่อให้นำตนเอง
แมนซ์ และซิมส์ (Manz and Sims,1991) ได้นำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เรียกว่า ทฤษฎีผู้นำชั้นยอด (Super leadership Theory) ซึ่งมีแนวคิดหลักเชิงพฤติกรรม ว่าของผู้นำว่า
ผู้นำชั้นยอด คือ ผู้นำที่นำคนอื่นเพื่อให้คนอื่นสามารถนำตนเองได้ โดยผู้นำทำตนเป็นผู้สอนและแนะนำให้ลูกน้องเกิดการพัฒนากรอบความคิดเชิงเหตุผล และสร้างสรรค์ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองจนมีความมั่นใจ มีความเป็นอิสระในตน จนมีความเป็นผู้นำเกิดขึ้นในตนเอง
ผู้นำชั้นยอดจะใช้วิธี บันดาลใจผู้อื่น (inspiration) ให้เขาจูงใจตนเอง และเมื่อเขาสามารถนำตนเองได้(self- directing) คนเหล่านี้แทบจะไม่มีความต้องการได้รับการควบคุมจากภายนอก ( external control) แต่อย่างไร
แนวคิดเกี่ยวกับ ผู้นำชั้นยอด กำหนดให้ผู้นำต้อง มีความกล้าเสี่ยงกับคน จะต้องเชื่อว่า ถ้าเปิดโอกาสให้เขานำตนเองแล้ว ( self- directing) คนก็จะพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพสูงสุดที่เขามีและจะทำงานนั้นด้วยด้วยตนเองอย่างได้ผลดีสูงสุดเช่นเดียวกัน
กุญแจที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำชั้นยอด คือ
การมี “ความสามารถในการสอน และ ให้กรอบความคิดที่ถูกต้อง ”( right thought pattern ) แก่สมาชิก
แมนซ์ และ ซิมส์ ได้แนะนำวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการสร้างหรือเปลี่ยนกรอบความคิดในแนวทางที่พึงประสงค์ ได้แก่
1.การไม่มีสมมุติฐานหรือความเชื่อเชิงทำลาย(No destructive beliefs and assumption)
2. พูดในเชิงบวกเกี่ยวกับตนเอง ( positive self-talk) และ
3..มีวิสัยทัศน์การปฏิบัติงานที่สัมฤทธิ์ผล ( Visualization of effective performance)
ผู้นำและบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ด้วยตนอง โดยการเสริมสร้างเจตคติและพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้….
1. ค้นหาให้พบและหาทางปรับปรุงสมมุติฐานหรือความเชื่อเชิงทำลายที่ตนมี
( Identification and replacement of destructive beliefs and assumption) โดยการค้นหาจุดอ่อนความคิดเชิงลบของตนแล้วทดแทนที่ด้วยมุมมองและทัศนะใหม่ที่เป็นแง่บวก
2. ใช้วิธีการพูดในเชิงบวกเกี่ยวกับตนเอง ( positive and constructive self-talk) ความคิดด้านลบสามารถเปลี่ยน เป็นด้านบวกได้
3.สร้างความสามารถในการมองเห็นวิธีต่างๆในการทำงานอย่างมีประสิทธิผล( Visualization of methods for effective performance)
คุณสมบัติสำคัญของผู้นำ ......ที่พึงมี
- ชอบสร้างจินตนาการ
- ไม่ละความพยายามในการค้นหาวิธีใหม่ๆ ที่ท้าทาย
- ทำให้เกิดทางเลือกในการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นหลายทาง
- ความสามารถสร้างมุมมองที่ตรงกับความเป็นจริง จะช่วยให้บุคคลนั้นเกิดความมั่นใจในขีดความสามารถและความมีประสิทธิผลของตน
โดยสรุป ผู้นำชั้นยอด จะช่วยสร้างเงื่อนไขให้กับสมาชิกทีมงานของตนให้สามารถทำงาน ได้สำเร็จโดยปราศจากผู้นำดูแล
ด้วยการส่งเสริมให้คนพัฒนาตนเองเองให้เป็น ผู้นำของตนเอง
ดังนั้น การบรรลุเป้าหมาย คือ การสร้างผู้นำขึ้นมาเป็นทีมงาน ที่มีวิธีการบริหารจัดการแบบ “การบริหารตนเอง” (self-management) หรือการนำตนเอง ( self- directing) ให้มากยิ่งขึ้น
ผู้นำชั้นยอด คือ ผู้นำที่นำคนอื่นเพื่อให้คนอื่นสามารถนำตนเองได้ โดยผู้นำทำตนเป็นผู้สอนและแนะนำให้ลูกน้องเกิดการพัฒนากรอบความคิดเชิงเหตุผล และสร้างสรรค์ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองจนมีความมั่นใจ มีความเป็นอิสระในตน จนมีความเป็นผู้นำเกิดขึ้นในตนเอง
ผู้นำชั้นยอดจะใช้วิธี บันดาลใจผู้อื่น (inspiration) ให้เขาจูงใจตนเอง และเมื่อเขาสามารถนำตนเองได้(self- directing) คนเหล่านี้แทบจะไม่มีความต้องการได้รับการควบคุมจากภายนอก ( external control) แต่อย่างไร
แนวคิดเกี่ยวกับ ผู้นำชั้นยอด กำหนดให้ผู้นำต้อง มีความกล้าเสี่ยงกับคน จะต้องเชื่อว่า ถ้าเปิดโอกาสให้เขานำตนเองแล้ว ( self- directing) คนก็จะพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพสูงสุดที่เขามีและจะทำงานนั้นด้วยด้วยตนเองอย่างได้ผลดีสูงสุดเช่นเดียวกัน
กุญแจที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำชั้นยอด คือ
การมี “ความสามารถในการสอน และ ให้กรอบความคิดที่ถูกต้อง ”( right thought pattern ) แก่สมาชิก
แมนซ์ และ ซิมส์ ได้แนะนำวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการสร้างหรือเปลี่ยนกรอบความคิดในแนวทางที่พึงประสงค์ ได้แก่
1.การไม่มีสมมุติฐานหรือความเชื่อเชิงทำลาย(No destructive beliefs and assumption)
2. พูดในเชิงบวกเกี่ยวกับตนเอง ( positive self-talk) และ
3..มีวิสัยทัศน์การปฏิบัติงานที่สัมฤทธิ์ผล ( Visualization of effective performance)
ผู้นำและบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ด้วยตนอง โดยการเสริมสร้างเจตคติและพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้….
1. ค้นหาให้พบและหาทางปรับปรุงสมมุติฐานหรือความเชื่อเชิงทำลายที่ตนมี
( Identification and replacement of destructive beliefs and assumption) โดยการค้นหาจุดอ่อนความคิดเชิงลบของตนแล้วทดแทนที่ด้วยมุมมองและทัศนะใหม่ที่เป็นแง่บวก
2. ใช้วิธีการพูดในเชิงบวกเกี่ยวกับตนเอง ( positive and constructive self-talk) ความคิดด้านลบสามารถเปลี่ยน เป็นด้านบวกได้
3.สร้างความสามารถในการมองเห็นวิธีต่างๆในการทำงานอย่างมีประสิทธิผล( Visualization of methods for effective performance)
คุณสมบัติสำคัญของผู้นำ ......ที่พึงมี
- ชอบสร้างจินตนาการ
- ไม่ละความพยายามในการค้นหาวิธีใหม่ๆ ที่ท้าทาย
- ทำให้เกิดทางเลือกในการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นหลายทาง
- ความสามารถสร้างมุมมองที่ตรงกับความเป็นจริง จะช่วยให้บุคคลนั้นเกิดความมั่นใจในขีดความสามารถและความมีประสิทธิผลของตน
โดยสรุป ผู้นำชั้นยอด จะช่วยสร้างเงื่อนไขให้กับสมาชิกทีมงานของตนให้สามารถทำงาน ได้สำเร็จโดยปราศจากผู้นำดูแล
ด้วยการส่งเสริมให้คนพัฒนาตนเองเองให้เป็น ผู้นำของตนเอง
ดังนั้น การบรรลุเป้าหมาย คือ การสร้างผู้นำขึ้นมาเป็นทีมงาน ที่มีวิธีการบริหารจัดการแบบ “การบริหารตนเอง” (self-management) หรือการนำตนเอง ( self- directing) ให้มากยิ่งขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ชีวิตที่เลือกได้ ของ ดร.วัลลภา วิศวสุขมงคล
ย้อนกลับไปเมื่อ 29 ปีที่แล้ว วัลลภา พยาบาลสาวสวย เธอมีสามีเป็นแพทย์หนุ่มหล่อ ตำแหน่งสูตินารีเวชที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ส่วนตัวของเธอนั้น เป็นพุทธศาสนิกชน ที่เคร่งในศาสนาเป็นที่สุด และชอบช่วยเหลือผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ ได้เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในแผนกอายุรกรรม สิ่งที่ทำให้เธอต้องแปลกใจก็คือ ทุกๆห้องของคนไข้ จะมีภาพที่เหมือนกัน เป็นภาพของพระเยซูคริสต์ ทุกวันที่ทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์ในการติดตามไปตรวจคนไข้ ต้องได้เห็นภาพของพระเยซูอยู่เสมอ
“ในตอนดึกของคืนวันหนึ่งของเดือนเมษายน เธอฝันเห็น ชายแก่ ผมขาว สวมเสื้อแขนยาว เดินมาหาเธอ เธอคิดว่าคงเป็นภาพติดตาจากห้องต่างๆ ของคนไข้มากกว่า จึงไม่สนใจอะไร แต่ปรากฏว่าคืนต่อมาเธอฝันแบบเดิมอีก และภาพในฝันนั้น มันชัดเจนอย่างมาก” จนเธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นเพียงแค่ความฝันธรรมดา หรือภาพติดตาเท่านั้น ด้วยที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็น จึงได้บอกกับสามีของเธอว่า จะขอเปลี่ยนศาสนามาเป็นศาสนาคริสต์ แต่สามีของเธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและต่อต้านไม่ให้เธอทำอย่างนั้น
แต่สิ่งที่อยู่ในใจมันเร้าใจเธออย่างมาก จึงตัดสินใจไปคุยกับอนุสาศกของโรงพยาบาล ท่านได้แนะนำให้รู้จักกับพระเจ้า แต่ยังไม่ได้ให้เธอต้อนรับพระเยซูคริสต์ และบอกว่า ค่อยตัดสินใจทีหลังก็ได้ พร้อมกับให้พระคัมภีร์กีเดียนมาอ่าน เพื่อศึกษาก่อน เธอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก พูดกับตัวเองว่า..ทำไมการเป็นคริสเตียนมันถึงได้ยากขนาดนี้ จึงคิดจะเลิกสนใจ ถึงแม้ว่าเธอจะคิดอย่างนั้นก็ยังตาม เธอก็ยังหยิบพระคัมภีร์มาอ่านทุกๆวัน
หลังจากที่เธอได้อ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาความจริงได้ระยะหนึ่ง ในคืนวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่เธอจำได้อย่างขึ้นใจมาโดยตลอด เหมือนมีอะไรดลใจให้เธอเปิดพระคัมภีร์ไปหน้าสุดท้าย ที่มีการให้อธิษฐานรับเชื่อ เธอจึงตัดสินใจ อธิษฐานตามคำอธิษฐานรับเชื่อด้วยตัวของเธอเอง และเดี๋ยวนี้เธอรู้อย่างชัดเจนว่า ในวันนั้น คือพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ได้ดลใจให้เธอได้ทำอย่างนั้น
ในเวลาต่อมา เธอถูกย้ายไปทำงานในห้องผ่าตัด หัวหน้าห้องผ่าตัดได้ชวนเธอเข้าไปร่วมกลุ่มนมัสการพระเจ้า เธอปฏิเสธในตอนแรกแต่แอบไปร่วมในกลุ่ม โดยไปอยู่ด้านหลังสุด การนมัสการของกลุ่มในวันนั้น คนที่เทศนาได้เชิญชวนคนที่เข้ามานมัสการให้รับเชื่อพระเยซู เธอไม่ต้อนรับ เพราะคิดว่ารับเองไปแล้ว จนกระทั้งอนุสาศกของโรงพยาบาลชี้มาที่เธอ พร้อมบอกกับนักเทศน์ว่า เธอเป็นคนที่สนใจเรื่องพระเจ้า หลังจากที่นักเทศน์ได้ให้คำแนะนำหลายสิ่งหลายอย่าง ท่านก็ได้นำเธออธิษฐานต้อนรับพระเยซูคริสต์ต่อหน้าคนที่มานมัสการในวันนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอมีความสุขเป็นอย่างยิ่งเพราะได้รับการประกาศว่าเธอเป็นคริสเตียน เพราะก่อนหน้านั้นที่เธอรับเชื่อด้วยตัวเอง เหมือนเป็นคริสเตียนเถื่อน
ปัจจุบัน เธอกลายเป็นนักประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ที่รักพระเจ้า เพราะจากประสบการณ์ที่คิดว่า การเป็นคริสเตียนนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก จึงทำให้เธอได้ฉวยโอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐทุกครั้งที่ได้พบปะกับผู้คน และเธอคิดอยู่เสมอว่า มีผู้คนมากมาย ที่หิวกระหายพระเยซูคริสต์ เพียงแต่ไม่มีคนแนะนำเท่านั้น
ศึกษาประวัติ ดร.วัลลภา เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.wwallapa.com
“ในตอนดึกของคืนวันหนึ่งของเดือนเมษายน เธอฝันเห็น ชายแก่ ผมขาว สวมเสื้อแขนยาว เดินมาหาเธอ เธอคิดว่าคงเป็นภาพติดตาจากห้องต่างๆ ของคนไข้มากกว่า จึงไม่สนใจอะไร แต่ปรากฏว่าคืนต่อมาเธอฝันแบบเดิมอีก และภาพในฝันนั้น มันชัดเจนอย่างมาก” จนเธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นเพียงแค่ความฝันธรรมดา หรือภาพติดตาเท่านั้น ด้วยที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็น จึงได้บอกกับสามีของเธอว่า จะขอเปลี่ยนศาสนามาเป็นศาสนาคริสต์ แต่สามีของเธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและต่อต้านไม่ให้เธอทำอย่างนั้น
แต่สิ่งที่อยู่ในใจมันเร้าใจเธออย่างมาก จึงตัดสินใจไปคุยกับอนุสาศกของโรงพยาบาล ท่านได้แนะนำให้รู้จักกับพระเจ้า แต่ยังไม่ได้ให้เธอต้อนรับพระเยซูคริสต์ และบอกว่า ค่อยตัดสินใจทีหลังก็ได้ พร้อมกับให้พระคัมภีร์กีเดียนมาอ่าน เพื่อศึกษาก่อน เธอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก พูดกับตัวเองว่า..ทำไมการเป็นคริสเตียนมันถึงได้ยากขนาดนี้ จึงคิดจะเลิกสนใจ ถึงแม้ว่าเธอจะคิดอย่างนั้นก็ยังตาม เธอก็ยังหยิบพระคัมภีร์มาอ่านทุกๆวัน
หลังจากที่เธอได้อ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาความจริงได้ระยะหนึ่ง ในคืนวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่เธอจำได้อย่างขึ้นใจมาโดยตลอด เหมือนมีอะไรดลใจให้เธอเปิดพระคัมภีร์ไปหน้าสุดท้าย ที่มีการให้อธิษฐานรับเชื่อ เธอจึงตัดสินใจ อธิษฐานตามคำอธิษฐานรับเชื่อด้วยตัวของเธอเอง และเดี๋ยวนี้เธอรู้อย่างชัดเจนว่า ในวันนั้น คือพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ได้ดลใจให้เธอได้ทำอย่างนั้น
ในเวลาต่อมา เธอถูกย้ายไปทำงานในห้องผ่าตัด หัวหน้าห้องผ่าตัดได้ชวนเธอเข้าไปร่วมกลุ่มนมัสการพระเจ้า เธอปฏิเสธในตอนแรกแต่แอบไปร่วมในกลุ่ม โดยไปอยู่ด้านหลังสุด การนมัสการของกลุ่มในวันนั้น คนที่เทศนาได้เชิญชวนคนที่เข้ามานมัสการให้รับเชื่อพระเยซู เธอไม่ต้อนรับ เพราะคิดว่ารับเองไปแล้ว จนกระทั้งอนุสาศกของโรงพยาบาลชี้มาที่เธอ พร้อมบอกกับนักเทศน์ว่า เธอเป็นคนที่สนใจเรื่องพระเจ้า หลังจากที่นักเทศน์ได้ให้คำแนะนำหลายสิ่งหลายอย่าง ท่านก็ได้นำเธออธิษฐานต้อนรับพระเยซูคริสต์ต่อหน้าคนที่มานมัสการในวันนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอมีความสุขเป็นอย่างยิ่งเพราะได้รับการประกาศว่าเธอเป็นคริสเตียน เพราะก่อนหน้านั้นที่เธอรับเชื่อด้วยตัวเอง เหมือนเป็นคริสเตียนเถื่อน
ปัจจุบัน เธอกลายเป็นนักประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ที่รักพระเจ้า เพราะจากประสบการณ์ที่คิดว่า การเป็นคริสเตียนนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก จึงทำให้เธอได้ฉวยโอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐทุกครั้งที่ได้พบปะกับผู้คน และเธอคิดอยู่เสมอว่า มีผู้คนมากมาย ที่หิวกระหายพระเยซูคริสต์ เพียงแต่ไม่มีคนแนะนำเท่านั้น
ศึกษาประวัติ ดร.วัลลภา เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.wwallapa.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)